ร้องทุกข์
--------------
เกี่ยวกับเรา
--------------
ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ และให้คำแนะนำ คำปรึกษาด้านสุขภาพ และสิทธิแรงงาน กรณีลูกจ้างที่เจ็บป่วยด้วยโรคและประสบอันตรายจากการทำงาน
สำหรับแรงงานในระบบภาคอุตสาหกรรม (Wellness Worker Center. )
(สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย)
ช่องทางติดต่อ..
เบอร์โทรศัพท์/โทรสาร. 02-9512710, 02-9513037 มือถือ. 081-8132898 ทุกวัน. จันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-21.00 น.
E-mail.:
wept_somboon@hotmail.com
| ร้องทุกข์ : ร้องทุกข์ ของคนงานเย็บผ้าส่งนอก |
ส่งมาโดย wept เมื่อ 14/10/2009 11:19:27 (538 ครั้งที่อ่าน) |
 ผลการอุทธรณ์ จากสำนักงานกองทุนเงินทดแทน ออกมาว่า กัณกนิฐ เจ็บป่วยในการทำงาน โดยเป็นกล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งไม่ตรงกับโรคที่เป็นอยู่ ก็คือหมอน รองกระดูกทับเส้นประสาท แต่ด้วยความไม่รู้จึงมิได้เฉลี่ยวใจ ดีใจแต่ว่าผลอุทธรณ์ว่า กัณกนิฐ ป่วยจากการทำงาน จริงๆแล้ว ต้องวินิจฉัยว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจากการทำงาน ซึ่ง เพื่อนทั้ง 6 คนถูกวินิจฉัยแบบเดียวกันหมด 31 มีนาคม 52 กลุ่มของ กัณกนิฐ ทั้ง 6 คนก็ถูกเลิกจ้าง โดยได้เงินชดเชยคนละ 10 เดือนซึ่ง ทุกคนมองว่ามันไม่คุ้มเลยกับสุขภาพที่เสียไป และนายจ้างก็เลิกจ้างมาเดือน ตุลาคม งบ เงินค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนเงินทดแทนก็หมด 35,000 บาทไม่สามารถเบิกเงินค่ารักษาได้อีก.... |
|
| ร้องทุกข์ : ๑๒ ปี กับ ชัยชนะ ในการต่อสู้คดี ปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้ายในการทำงาน |
| ส่งมาโดย บุคคลทั่วไป เมื่อ 11/7/2007 15:47:14 (2488 ครั้งที่อ่าน) |
 ๑๒ ปี กับ ชัยชนะ ในการต่อสู้คดี ปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้ายในการทำงาน เงินซื้อแรงงานได้ แต่ไม่สามารถซื้อความเป็นมนุษย์ได้ : ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายของคนจนจริงหรือ ? ...................................................................................
ชีวิตฉันหลังออกจาก โรงเรียนมา อยู่บ้านช่วยแม่ เก็บผักหักฟื้น ในท้องทุ่งนา ที่กว้างขวางสุดลูกหูลูกตา ท้องทุ่งนาที่มีสีเขียวชอุ่ม ฉันช่วยแม่หาปลา วิดน้ำในหนองน้ำที่จะกำลังแห้งเพื่อจับปลามาทำอาหาร เช้ามืดตี ๔ตี ๕ ออกเก็บลูกตาลสุก ที่ร่วงหล่นใต้ต้นตาลในนาข้าว โดยเก็บใส่กระสอบแบก วันหนึ่งๆฉันไปเก็บลูกตาล ๒ ครั้ง คือ เช้า-เย็น เมื่อเต็มกระสอบก็แบกกลับมาบ้าน ไว้ขายที่ริมคลองหน้าบ้าน เขาจะมีเรือมารับไปทำขนมตาลและจาวตาล ซึ่งวันหนึ่งๆบางครั้งได้ ๒-๓ กระสอบ จากการที่เคยมีชีวิตอิสระมีความสุขอยู่กับธรรมชาติ ด้วยสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นวันที่ชีวิตฉันหันเหเข้าสู่ประตูโรงงาน แทนที่จะเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยอย่างใจฝัน เพราะความยากจน ฉัน เข้าไปเป็นคนงานในโรงงานทอผ้าปั่นด้าย และ บทความต่อไปนี้ นี่คือ ประสบการณ์ชีวิตจริง ที่จะเล่าสู่กันฟังเพื่อเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย สำหรับเพื่อพี่น้องคนงานทั้งหลาย จากประสบการณ์ตรงเมื่อก่อนพวกเราจะเข้าทำงานก็จะต้องมีการตรวจสุขภาพเอ๊กซเรย์ปอด ต้องแข็งแรงสมบูรณ์ ทางโรงงานจึงจะรับเข้าไปทำงาน จากการสังเกตสำหรับตัวเอง ที่เกิดเจ็บป่วยขึ้นมานั้นมันจะแตกต่างกับการเป็นหวัด ไข้หวัดเราจะเป็นก็ต้องปวดศีรษะเจ็บคอขั้นเนื้อขั้นตัว ไอ พอกินยา ๒-๓ วันก็หาย แต่โรคบิสซิโนซิส ปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้าย จะรู้สึกน้ำมูกไสๆไหล เจ็บคอแบบแห้งๆเป็นไข้ปวดศีรษะ ไอ เป็นอยู่อย่างนั้นทั้งอาทิตย์ เป็นทั้งเดือน พอกินยาทุเลาแล้ว ก็กลับเป็นจนเหนื่อยหายใจดังวี๊ดๆ กลายเป็นคนไม่แข็งแรงขึ้นมาทันที พออาการที่เป็นไม่ทุเลาแพทย์ปกติไม่เข้าใจ ก็จะสั่งฉีดยา ทีแรกก็ ๑ เข็มเป็นหนักๆเข้าก็ ๒-๓ เข็ม จึงทุเลาการไอแล้ว ก็เป็นๆ หายๆ อยู่อย่างนั้น แถมอาการเหนื่อยก็เพิ่มมากขึ้น จนบางครั้งฉันจะรู้สึกแปล๊บเจ็บลึกๆ ที่ในปอดแถบขวา ซึ่งก็ทำให้ฉันสงสัยในตนเองว่าทำไมฉันถึงเป็นมากขึ้น เป็นโรคเรื้อรังได้ทั้งๆที่ก็ พยามรักษาตนเองมาโดยตลอด จนก็ต้องเปลี่ยนหมอเปลี่ยน รพ.ไปเรื่อยๆ อาการก็ยังไม่ดีขึ้น ต้องเข้าคลินิกแพทย์เฉพาะทาง ด้านอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม แพทย์ก็จะสอบประวัติการทำงาน ไปจนถึงประวัติคนครอบครัวสั่งให้ตรวจทุกอย่าง คือ ตรวจปัสสาวะ ตรวจเลือด เอ๊กซเรย์ฟิล์มใหญ่ วัดความดัน วัดคลื่นหัวใจ ตรวจสมรรถภาพร่างกาย การทรงตัว เป่าเครื่องวัดสมรรถภาพการทำงานของปอดการหายใจ เมื่อได้ผลมา แพทย์ก็วินิจฉัยได้ พร้อมทั้งสั่งยาให้กิน การกินยารักษาต้องต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานานเป็นแรมปีจนกว่าอาการต่างๆจะทุเลาดีขึ้น พร้อมทั้งแพทย์ก็ได้ให้คำแนะนำในเรื่องการออกกำลังกาย ขยายปอดโดยวิธีการเป่าลูกโป่ง หรือ ฝึกโยคะ สั่งให้รับประทานอาหารที่ดี นอนหลับให้ได้ครบอย่างน้อย ๖- ๘ ชม. ออกห่างจากจุดสัมผัสฝุ่นฝ้าย ฯลฯ หยุดงานตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ใช้อุปกรณ์สวมใส่ที่ดีพอ การเป็นอยู่ของพวกเรา คนป่วยโรคปอดอักเสบและเสื่อมสมรรถภาพการทำงานของปอดอย่างถาวรดำรงอยู่ลำบากกว่าคนปกตินิดหน่อย คือ ต้องอยู่อย่างดูแลระวังตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการ กิน อยู่ หลับนอน เดินทาง ไปในที่แออัดร้อน หรือ หนาว บางครั้ง ต้องใช้กำลังเดิมมาก ขึ้น บันใด หรือ ขึ้นรถ สัมผัสกลิ่นควันหรือกลิ่นแปลกปลอม ก็จะมีอาการคอแห้งขึ้นมาเฉยๆ เจ็บคอ เพราะระบบการหายใจอาจติดเชื้อง่าย เมื่อได้รับเชื้อได้ง่ายทำให้มีอาการน้ำมูกใสๆเริ่มไหล ไอ จาม ขึ้นมาทันที ส่งผลถึงขั้นปวดศีรษะ เริ่มมีปัญหากับระบบทางเดินหายใจ เหนื่อยแน่นหน้าอก หายใจเริ่มติดขัด มือเท้าอ่อนแรง ระบบการทำงานของร่างกายเชื่องช้าลง การดูแลตัวเองของพวกเราก็คือ คือต้องหลีกเรี่ยงบรรยากาศดังกล่าวโดยใช้การ ดื่มน้ำอุ่น หาที่นอนพักสักครู่ให้อาการค่อยๆดีขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับการสัมผัสบรรยากาศ กับ ระยะเวลานานมากน้อยแค่ไหน ในทางกลับกันถ้าเรา เจอกับอากาศหนาวเย็นจัด ร่างกายก็จะเริ่ม ทำงานเชื่องช้าลง รู้สึกแข็งๆ หายใจลำบากมากขึ้นเหนื่อย มือเท้าเย็นชา รู้สึกหนาวมากกว่าคนปกติ ความหนาวเย็นจะเข้าที่ท้องมากกว่าส่วนอื่น ระบบการหายใจเริ่มติดขัดเหนื่อยทั้งๆที่นั่งอยู่เฉยๆ หากไม่หลีกเลี่ยงความเย็น มือแขนขาเริ่มเกร็ง การแก้ไขของเราต้องระวังหาทางให้ร่างอบอุ่นดื่มน้ำอุ่น ใส่เสื้อหนา ห่มผ้า หรือ หลบเรี่ยงออกมาจากความเย็นตรงนั้น หายาพ่น(ถ้าใช้อยู่) แต่หากเป็นมากถึงขั้นเกร็งสมองไม่รับรู้ก็ต้องส่ง รพ.ให้ออกซิเจน สัก ๑๐-๑๕ นาที อาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น ตามลำดับ (ตรงนี้หากแพทย์ไม่รู้จักโรคก็จะฉีดยาคลายเส้นแก้เครียดให้ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้) ต้องบอกให้คนใกล้ชิดรู้จักโรคและวิธีการดูแลรักษาเบื้องต้น สิ่งสำคัญ ก็คือ คนป่วยโรคบิสซิโนซิสที่ถึงขั้นเรื้อรังจนสูญเสียสมรรถภาพการทำงานของปอดอย่างถาวร(ปอดเสื่อม) เป็นคนที่ต้องสูญเสียอวัยวะภายใน นำมาสู่การสูญเสียสมรรถภาพของสมอง และสูญเสียสภาพจิตใจ ที่ไม่มีใครมองเห็น ไม่มีใครรับรู้ จึงอยากบอกกับทุกคนว่า คนป่วยด้วยโรคนี้ เขาต้องมีกำลังใจอย่างมาก ที่จะอยู่และใช้ชีวิตประจำวันในสังคมกับคนปกติให้ได้ คนป่วยก็มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับคนปกติทุกอย่าง แต่ร่างกายอวัยวะภายในเท่านั้นที่ไม่เหมือน บางครั้ง ก็มีปัญหามากระทบทางด้านความรู้สึก นึกคิดได้ตลอดเวลา คำพูดหรืออิริยาบถคนปกติ ก็จะแว๊บเข้าสู่ความรู้สึกนึกคิดของคนป่วยได้ตลอด คนป่วยจึงมักรักษาสุขภาพใจตนเองด้วยการเก็บตัว หรือ อยู่แต่ในกลุ่มคนป่วยด้วยกัน เพื่อลดช่องว่างและสร้างความเข้มแข็งของพวกเขานั่นเอง หากท่านพยายามเข้าใจพวกเราพวกเรา ก็สามารถอยู่ร่วมในสังคมเดียวกันกับพวกท่านได้ อย่างปกติสุขและมีความสุขเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างชาติ สร้างเศรษฐกิจสร้างสังคมเหมือนกัน หากย้อนเวลาได้ เราคงไม่อยากให้ เหตุการณ์เช่นนี้ เกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน เราคิดว่าก่อนเข้าทำงาน หากว่าเราได้มีความรู้สักนิดว่า การทำงานในโรงงานสิ่งทอ ทอผ้า ปั่นด้าย หรือ เย็บผ้านั้น มันจะก่อผลร้ายกับตัวเรา ทำให้เราเป็นโรคปอดอักเสบจากฝุ่นฝ้ายและเสื่อม จากการทำงาน เราจะได้ให้ความระวังอย่างมากกว่านี้ และคิดว่า เราเข้าทำงานที่นี่ เราจะต้องระวังอะไร เสี่ยงกับอะไร ในการเข้าเป็นคนงาน เราควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับการแจกอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น ที่ดีมีมาตรฐาน แล้วเราจะต้องเคร่งครัดในการใช้อุปกรณ์ป้องกันนั้น ถึงปีเราควรจะได้รับสิทธ์ ในการตรวจสุขภาพฟรี จากการบริการของนายจ้าง โดยเฉพาะต้องได้รับการตรวจสุขภาพจากแพทย์เชี่ยวชาญทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และสิ่งแวดล้อม ได้รับการเอ๊กซเรย์ปอดฟิล์มใหญ่ มีการตรวจสมรรถภาพปอด และเป็นหน้าที่ของโรงงาน สหภาพแรงงาน คณะกรรมการเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน และหน่วยงานภาครัฐที่จะต้องมีหน้าที่ตรวจตราไม่ให้ในสถานที่ทำงานมีฝุ่นเกินมาตรฐาน จนทำให้เราต้องสูดหายใจเอาฝุ่นฝ้ายเข้าไปในปอด ทุกวี่ ทุกวัน เป็นระยะเวลาที่ยาวนานเป็นสิบปียี่สิบปีอย่างนี้ เราคิดว่าถ้าทุกฝ่ายเข้าใจ โรคภัยและการสูญเสีย ย่อมป้องกันแก้ไขได้ ทำไมเรื่องของเราจึงต้องต่อสู้คดีกับนายจ้างยาวนานถึง ๑๒ ปีในศาล จริงๆเราต้องรู้สึก เสียใจ และ รู้สึกเจ็บปวดมากๆทุกครั้งที่เจอฝ่ายตรงข้าม เพราะคดี น่าจะพิจารณาได้ไวกว่านี้ เพื่อไม่ให้พวกเราต้องสูญเสียสุขภาพกาย สุขภาพใจ และ อนาคต เพราะไม่สามารถรักษาตัวเองได้ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ และยังไม่สามารถพิสูจน์ตัวเองต่อสาธารณชนได้ ศาลนั้นเป็นที่พึ่ง สุดท้ายที่เรา ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้จะหาใครช่วย แต่ทุกครั้ง ที่พวกเราต้องไปขึ้นศาลเผชิญหน้า เรารู้สึกเราสูญเสียสภาพจิตใจไปเรื่อยๆ แต่ด้วยเราคิดว่า สิ่งที่เราต่อสู้ คือ ความจริง และความจริง ต้องปรากฏสักที ไม่ใช้ต้องให้คนงานทั้งหลายต้อง เสียสละสุขภาพ กายใจ อวัยวะร่างกาย แม้แต่ชีวิต ถูกย่ำยี ต้องมีชีวิตอยู่อย่างจำยอม ถูกกอบโกยแรงงาน ด้วยค่าแรงที่ถูกสุด ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ยิ่งกว่าควายที่ไถนาอยู่กลางทุ่ง ที่ไม่รู้สึกรู้สาอะไร แต่เราคิดว่าควายมันยังดีกว่าพวกเราที่เป็นคนงานเสียอีก ศาลเท่านั้นที่เป็นสิ่งสุดท้ายที่พวกเราไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร และไม่สามารถไปพึ่งใครได้อีกแล้ว และกรณีของพวกเราก็เป็นกรณีแรกในเมืองไทย การที่เรามีสภาพชีวิตเช่นนี้ มันก็ไม่มีอะไรจะเสีย สำหรับคนจนๆแต่หากความจริงปรากฏบทเรียนของพวกเราได้บันทึกไว้ ให้พี่น้องลูกหลานแรงงานได้ฉุกคิดก็ถือว่าเราได้ต่อสู้เพื่อขบวนการแรงงาน เราสงสารเห็นใจพี่น้องคนป่วยทุกคน ที่มีความอดทนอดกลั้นร่มหัวจมท้ายกันมาอย่างยาวนาน เราได้ทุกข์ และร้องไห้ด้วยกัน เผชิญหน้าด้วยกัน วันนั้นจนวันนี้ ๑๒ ปีแล้วและเวลา กำลังจะผ่านเลยไปเรื่อยๆ คำพิพากษาที่พวกเราเกือบ ๒๐๐ คนเคย ถูกนายจ้างฟ้องก่อนว่าไม่เชื่อว่าป่วยจากการทำงาน ชนะคดี เมื่อปี ๓๖ พวกเรารวมตัวกันเป็นโจทก์ ฟ้องนายจ้างรวม ๔๒ ใน ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อเรียกค่าเสียหาย ที่เจ็บป่วยสูญเสียสมรรถภาพการทำงานของปอดไป ซึ่งถึงแม้เราจะต่อสู้จนได้สิทธิจากกองทุนเงินทดแทนแล้วก็ตาม แต่สิทธิตรงนั้นเป็นแค่ขั้นต่ำของกฎหมาย แต่ชีวิตจริงคนที่สูญเสียสมรรถภาพการทำงานของปอด ไปตลอดชีวิต ต้องรักษาดูแลสุขภาพไปตลอดชีวิตในขณะที่ใช้ชีวิตอย่างคนปกติไม่ได้จะทำย่างไร คำพิพากษาศาลชั้นต้นคดีนี้ ตัดสินให้คนป่วยที่เหลือ ๓๗ คน ชนะคดี ที่เหลือถอนคดีไป ตั้งแต่ ๓๐ กันยายน ปี พ.ศ.๒๕๔๖ คนละ ๑.๕ แสน ถึง ๒ แสน (จากการเรียกค่าสินไหมคนละ ๒ ล้าน)คำพิพากษาศาลฏีกาลงมา วันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ว่า ยกคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง โดยข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังไม่เพียงพอ ให้ศาลแรงงานกลาง พิจารณาสืบข้อเท็จจริงโจทก์จำเลยใหม่เพิ่มเติม ใน ๓ ประเด็น คือ ๑.) ขาดอายุความหรือไม่โจทก์รู้ตัวว่าป่วยและถูกละเมิดเมื่อใดและสิ้นสุดเมื่อไหร่ ๒.) ผ้าปิดจมูกได้มาตรฐานตามราชการกำหนดหรือไม่ ๓.) นายจ้างออกระเบียบควบคุม ให้คนงานสวมใส่ตามระเบียบหรือไม่อย่างไร แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ซึ่งการสืบพยานต่อสู้กันใช้ระยะเวลาผ่านไป ศาลแรงงานกลางได้อ่านคำพิพากษาใหม่ ตามศาลฎีกาสั่ง เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐ ว่าให้คนป่วยชนะคดีและให้นายจ้างจ่ายเงินค่าสินไหมคนละ ต่ำสุดตั้งแต่ ๖ หมื่น ถึงสูงสุด ๑ แสน ๑ หมื่นบาท พร้อมดอกเบี้ย ๗.๕ ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ภายใน ๑๕ วัน แต่ปัจจุบัน ระยะเวลาล่วงเลยมาเกือบ ๑ เดือนแล้ว พวกเราทราบจากศาลว่า นายจ้างทำการขยายเวลา เพื่ออุทธรณ์คดี ไปถึงวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบเพื่อนๆคนป่วยว่าอย่างไร? หากมีการอุทธรณ์คำพิพากษาศาลแรงงานกลาง ไปยังศาลฎีกาได้อีก แล้วจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานอีกเทาไร่ สงสารเห็นใจ เพื่อนพี่น้องคนป่วย ที่จำต้องอดทนต่อไปทนต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่รู้วันสิ้นสุด สักทีและยังไม่รู้ชะตะกรรมเลยว่าวันไหนหนอ ? คือวันที่ ที่พวกเราจะได้รับชัยชนะอย่างขาวสะอาด มีความเป็นไทกับตัวเองสักที นายจ้างยังจะมีสิทธิ์อุทธรณ์คดีคำพิพากษาไปยังศาลฎีกาอีกหรือ แล้วจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี ผลของคำพิพากษาศาลฎีกา ลงมาคราวนี้จะเป็นอย่างไร ? อีก ที่สำคัญพวกเราทุกคน จะอยู่กันจนครบถึงวันนั้น กันหรือเปล่า ? แล้ววันนี้พวกเรา จะทำอย่างไรกันต่อไป ที่สำคัญ เพื่อนพี่น้องคนงานอีกมากมายที่ต้องเผชิญกีบสภาพปัญหา ทำงานในที่เสี่ยงภัย ต้องเจ็บป่วยล้มตายสูญเสียสุขภาพ อีกสักเท่าไหร่ ? ที่สำคัญ พรบ.จัดตั้งส่งเสริมความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ที่พวกเราคนป่วยเห็นว่าจะสามารถแก้ปัญหาเพราะเป็นการจัดตั้งองค์กรอิสระมาทำงานเชิงรุกในการทำงานเชิงป้องกันแบบมีส่วนร่วม และ ขบวนการแรงงานเรียกร้องผลักดันมา ๑๐ ปีนี้แล้วยังไม่ได้รับการสนใจเหลียวแลจากภาครัฐเลย คิดว่าสิ่งที่พยามยามสื่ออกมา เป็นตัวหนังสือ ด้วยความยากลำบากนี้ ก็เป็นเพียงส่วนน้อยนิด ส่วนหนึ่ง ที่คิดว่ามีอะไรที่อัดอั้นอยู่ในใจของพวกเราตั้งมากมาย เพื่ออยากบอกเล่า ถึงความจริง ของปัญหา เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้กับพี่น้องคนงานอื่นๆ อีกเลย
................................................................
สมบุญ สีคำดอกแค ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๐
|
|
|